fbpx

PRP, คอลลาเจน และน้ำไขข้อเทียม: งานวิจัยเปรียบเทียบการฉีดรักษาข้อเข่าเสื่อมบอกอะไรเรา?

PRP, คอลลาเจน และน้ำไขข้อเทียม: งานวิจัยเปรียบเทียบการฉีดรักษาข้อเข่าเสื่อมบอกอะไรเรา?

Table of Contents

การฉีดรักษาข้อเข่าเสื่อมมีหลายทางเลือก ทั้งเกล็ดเลือดเข้มข้นหรือ PRP คอลลาเจนชนิดฉีดเข้าข้อ และกรดไฮยาลูโรนิกหรือ HA ที่มักเรียกว่า “น้ำไขข้อเทียม” แต่ละวิธีให้ผลแตกต่างกันอย่างไร และวิธีใดเหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคน?

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Future Science OA ปี 2026 เปรียบเทียบการรักษาทั้งสามชนิดในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมระยะ 2–3 พบว่า ผู้ป่วยทั้งสามกลุ่มมีอาการดีขึ้นจากก่อนรักษา ส่วน PRP และคอลลาเจนมีผลต่อเนื่องกว่า HA ในบางตัวชี้วัดช่วงเดือนที่ 1–6

งานวิจัยนี้ศึกษาอย่างไร?

การศึกษานี้เป็นการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มเปรียบเทียบ หรือ Randomized Controlled Trial — RCT ดำเนินการในประเทศอิหร่าน โดยมีผู้เข้าร่วม 135 คน อายุ 40–70 ปี เป็นข้อเข่าเสื่อมระดับ Kellgren–Lawrence grade 2–3 และมีดัชนีมวลกายต่ำกว่า 30

ผู้เข้าร่วมถูกแบ่งเป็นสามกลุ่ม กลุ่มละ 45 คน ได้แก่

  • PRP: เกล็ดเลือดเข้มข้นที่เตรียมจากเลือดของผู้ป่วยเอง
  • Hydrolyzed collagen: คอลลาเจนชนิดที่ 1 แบบย่อยสลายโมเลกุลเล็ก
  • HA: กรดไฮยาลูโรนิก ผลิตภัณฑ์ Hyalgan®

ทุกกลุ่มได้รับการฉีดเข้าข้อเข่าจำนวน 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 2 สัปดาห์ และได้รับโปรแกรมออกกำลังกายที่บ้านเหมือนกัน

นักวิจัยประเมินอาการก่อนรักษา และที่ 1 กับ 6 เดือนหลังฉีดครั้งสุดท้าย โดยผู้ประเมินผลและผู้วิเคราะห์สถิติไม่ทราบว่าผู้ป่วยได้รับสารชนิดใด มีผู้เข้าร่วมที่ได้รับการวิเคราะห์ผลครบ 126 คน

นักวิจัยวัดผลด้วยอะไร?

การศึกษานี้ประเมินทั้งความปวดและความสามารถในการใช้ชีวิต ผ่านแบบประเมินหลักสามชนิด

แบบประเมินประเมินอะไร?
WOMACความปวด ข้อตึง และข้อจำกัดในการใช้งานเข่า
VASระดับความปวด ตั้งแต่ 0–10
Lequesne Indexความปวด ความสามารถในการเดิน และกิจวัตรประจำวัน

คะแนนที่ต่ำลงหมายถึงอาการหรือข้อจำกัดลดลง โดยผลลัพธ์หลักของงานวิจัยคือ การเปลี่ยนแปลงคะแนน WOMAC รวมจากก่อนรักษาถึง 6 เดือน

ผลที่พบ: ทั้งสามกลุ่มดีขึ้นจากก่อนรักษา

ผลที่พบ: ทั้งสามกลุ่มดีขึ้นจากก่อนรักษา

ที่ 1 และ 6 เดือน ผู้ป่วยทั้งสามกลุ่มมีคะแนนความปวด ข้อตึง และการใช้งานเข่าดีขึ้นจากก่อนรักษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ตัวอย่างคะแนน WOMAC รวมที่รายงานในงานวิจัยมีดังนี้

กลุ่มรักษาก่อนรักษา6 เดือน
PRP42.7925.17
คอลลาเจน40.3223.66
HA42.5027.18

คะแนนยิ่งต่ำ ยิ่งมีอาการและข้อจำกัดน้อยลง ตารางแสดงให้เห็นว่าทุกกลุ่มดีขึ้น

เดือนแรก: HA ให้ผลดีกว่าในบางด้าน

ในช่วงเดือนแรก HA ทำให้คะแนนบางด้านดีขึ้นมากกว่าคอลลาเจน เช่น คะแนนข้อตึง การใช้งานเข่า และความปวดบางแบบ รวมถึงดีกว่า PRP ในบางองค์ประกอบของคะแนน Lequesne

ผลนี้สะท้อนว่า HA ยังเป็นทางเลือกที่ให้ผลด้านอาการได้ในผู้ป่วยกลุ่มที่ศึกษา แต่ไม่ได้หมายความว่า HA ดีกว่าทุกตัวชี้วัด

ช่วงเดือนที่ 1–6: PRP และคอลลาเจนให้ผลต่อเนื่องกว่าในบางคะแนน

เมื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลง ระหว่างเดือนที่ 1 กับเดือนที่ 6 PRP และคอลลาเจนให้ผลดีกว่า HA อย่างมีนัยสำคัญในบางตัวชี้วัด ได้แก่

  • WOMAC Function: ข้อจำกัดในการใช้งานเข่า
  • WOMAC Total: อาการและข้อจำกัดในการใช้งานเข่ารวม
  • Lequesne Pain: ความปวด
  • Lequesne ADL: ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน
  • Lequesne Total: คะแนนรวมของแบบประเมิน Lequesne

คอลลาเจนยังให้ผลดีกว่า HA ในการเปลี่ยนแปลงคะแนนความปวด VAS ช่วงดังกล่าวด้วย

อย่างไรก็ตาม คะแนนปวด VAS เพิ่มขึ้นจากเดือนแรกในทั้งสามกลุ่ม แม้ยังต่ำกว่าก่อนรักษา โดยกลุ่มคอลลาเจนเพิ่มขึ้นน้อยกว่ากลุ่ม HA จึงควรเข้าใจว่าเป็นการรักษาผลด้านความปวดไว้ได้ดีกว่าในช่วงนี้ ไม่ใช่ความปวดลดลงต่อเนื่องตลอดเวลา

การเปรียบเทียบ “เดือนที่ 1 ถึงเดือนที่ 6” กับ “ก่อนรักษาถึงเดือนที่ 6” เป็นคนละคำถาม จึงอาจให้ข้อสรุปต่างกันได้

คอลลาเจนให้ผลเทียบเท่า PRP หรือไม่?

งานนี้ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่าง PRP กับคอลลาเจนในผลที่เปรียบเทียบ แต่ยังยืนยันไม่ได้ว่าทั้งสองวิธีมีประสิทธิผลเทียบเท่ากัน เพราะไม่ได้ออกแบบมาเพื่อพิสูจน์ความเทียบเท่าโดยเฉพาะ

ผลของคอลลาเจนในงานนี้ยังจำกัดอยู่ที่ hydrolyzed type I collagen สูตรที่ศึกษา ไม่ควรเหมารวมกับคอลลาเจนทุกผลิตภัณฑ์ คอลลาเจนชนิดรับประทาน หรือสารที่เรียกว่า “scaffold” ทุกชนิด

มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง?

ระหว่างการติดตาม 6 เดือน ไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์รุนแรง ผลข้างเคียงที่รายงานเป็นอาการเฉพาะที่ เช่น ปวดบริเวณฉีด บวม แดง หรืออุ่น และหายภายใน 48 ชั่วโมง

อาการปวดบริเวณฉีดพบในกลุ่ม PRP ประมาณ 33% กลุ่มคอลลาเจนประมาณ 18% และกลุ่ม HA ประมาณ 15%

การไม่พบเหตุการณ์รุนแรงในการศึกษานี้ไม่ได้หมายความว่าการฉีดไม่มีความเสี่ยง เพราะจำนวนผู้เข้าร่วมและระยะติดตามยังจำกัด

ข้อจำกัดที่ควรทราบ

งานนี้ติดตามเพียง 6 เดือน ศึกษาเฉพาะข้อเข่าเสื่อมระยะ 2–3 ในผู้ที่มี BMI ต่ำกว่า 30 จึงไม่ควรนำผลไปใช้กับผู้ป่วยระยะ 4 หรือผู้ป่วยทุกกลุ่มโดยตรง

ผู้ป่วยและแพทย์ผู้ฉีดไม่สามารถปกปิดชนิดการรักษาได้อย่างสมบูรณ์ อีกทั้งการวิเคราะห์หลักใช้ผู้ที่ทำตามเงื่อนไขและติดตามครบ โดยผู้ที่ไปรักษาเพิ่มหรือผ่าตัดบางรายถูกตัดออก ซึ่งอาจมีผลต่อข้อสรุป นอกจากนี้ งานวิจัยไม่ได้บันทึกปริมาณยาแก้ปวดที่ใช้ระหว่างติดตามอย่างเป็นระบบ

ผลยังเป็นการเปรียบเทียบสารแต่ละชนิดแยกกัน จึง ไม่ได้ยืนยันผลของการใช้ PRP ร่วมกับคอลลาเจน หรือร่วมกับการรักษาอื่น

ผู้ป่วยควรนำข้อมูลนี้ไปใช้อย่างไร?

งานวิจัยนี้ช่วยให้เห็นว่าการรักษาแต่ละชนิดอาจมีรูปแบบการตอบสนองต่างกัน HA ให้ผลดีกว่าในบางด้านช่วงแรก ส่วน PRP และคอลลาเจนรักษาผลได้ต่อเนื่องกว่าในบางคะแนนช่วงเดือนที่ 1–6 แต่ยังไม่มีวิธีใดเหนือกว่าทุกด้านจากงานนี้

การเลือกการรักษาจึงควรพิจารณาร่วมกับสาเหตุของอาการ ระยะข้อเข่าเสื่อม โรคประจำตัว เป้าหมายในการใช้ชีวิต ค่าใช้จ่าย และรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ โดยหารือกับแพทย์ถึงประโยชน์ที่คาดหวัง ข้อจำกัด และทางเลือกที่เหมาะกับตนเอง

แหล่งที่มาของงานวิจัย

Raeissadat SA, Mousavikhah SE, Nazari Nodoushan A, et al. Comparative efficacy of ultrasound-guided intra-articular injection of platelet-rich plasma (PRP), hydrolyzed type I collagen, and hyaluronic acid in patients with knee osteoarthritis: a randomized controlled trial. Future Science OA. 2026;12(1):2722399.

ข้อมูลคะแนนอ้างอิงจาก Table 3 และผลเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มจาก Table 4 ของบทความต้นฉบับ

เรียบเรียงโดย

นพ.กนกพล ธนกิจรุ่งทวี

ว.43747

แพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ

อนุสาขาข้อเข่าและข้อสะโพก

ชำนาญการการรักษาด้วยเซลล์บำบัด