fbpx

สัญญาณเสี่ยง ! ปวดหลังออฟฟิศซินโดรม อาการเป็นอย่างไร ?

ในยุคปัจจุบัน การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานเป็นสิ่งที่มนุษย์ออฟฟิศหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้หลายคนประสบกับปัญหาอาการปวดเมื่อยเรื้อรังตามร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า ไหล่ หรือที่เรียกกันว่า “อาการออฟฟิศซินโดรม” ยิ่งหากปล่อยไว้ไม่รักษาอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่รุนแรงตามมาได้

บทความนี้จะขอพาไปเจาะลึกกับอาการ ปวดคอ บ่า ไหล่ ไปจนถึงอาการปวดหลังจากออฟฟิศซินโดรม ไปดูกันว่าอาการเป็นอย่างไร และจะมีวิธีไหนที่ช่วยรักษาได้อาการได้บ้าง!

สาวออฟฟิศมีอาการปวดหลังเนื่องจากออฟฟิศซินโดรม

ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) คืออะไร ?

ออฟฟิศซินโดรม คือ อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืดต่าง ๆ (Myofascial Pain Syndrome) โดยมีสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการนั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม เช่น การนั่งทำงานนานโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ ท่าทางการนั่งที่ไม่ถูกต้อง หรือการใช้กล้ามเนื้อซ้ำ ๆ ในตำแหน่งเดิมเป็นเวลานาน จนเกิดอาการปวดร้าวบริเวณ บ่า ไหล และหลัง

ออฟฟิศซินโดรม นับเป็นโรคยอดนิยมของคนทำงานออฟฟิศในปัจจุบัน เนื่องจากลักษณะการทำงานที่ต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานโดยไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่อาการออฟฟิศซินโดรมได้ง่าย

ปวดหลังเพราะออฟฟิศซินโดรม อาการเป็นอย่างไร ?

อาการปวดหลังที่เกิดจากออฟฟิศซินโดรม มักปรากฏให้เห็นบริเวณหลังส่วนล่างหรือเอว โดยมากมีลักษณะอาการดังนี้

  • ปวดตื้อและแสบร้อนบริเวณหลัง : มีอาการปวดแบบตึงตัว เกร็ง และปวดลึก ๆ ที่กล้ามเนื้อหลัง รวมถึงอาจรู้สึกปวดร้าวไปตามกล้ามเนื้อ
  • กล้ามเนื้อตึง : กล้ามเนื้อส่วนหลังจะปวด ตึง โดยอาจมีอาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อบ่า ไหล่ และสะบักร่วมด้วย ทำให้ขยับตัวหรือเอี้ยวตัวได้ไม่สะดวก
  • รู้สึกชา : ในบางรายอาจมีอาการชาปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า หรือบางส่วนของร่างกาย เนื่องจากเส้นประสาทถูกกดทับ
  • อ่อนแรง : เมื่อกล้ามเนื้อหลังอักเสบและบวม อาจทำให้รู้สึกอ่อนแรงและเคลื่อนไหวลำบาก

 

อาการเหล่านี้มักเริ่มจากระดับเล็กน้อย แต่หากยังคงมีพฤติกรรมเสี่ยงโดยไม่หยุดพักหรือปรับเปลี่ยนท่าทาง อาการก็จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นอาการปวดเรื้อรัง ดังนั้นหากมีอาการผิดปกติ ควรพักผ่อนและปรับเปลี่ยนท่าทางการทำงานให้ถูกต้อง หรือไปพบแพทย์หากมีอาการรุนแรงขึ้น

เช็กสัญญาณเตือน ! นอกจากปวดหลัง ออฟฟิศซินโดรมยังมีอาการอะไรอีกบ้าง ?

นอกเหนือจากอาการปวดหลังที่เกิดจากภาวะออฟฟิศซินโดรมแล้ว ยังมีอาการอื่น ๆ ที่ควรเฝ้าระวังด้วย ดังนี้

  • ปวดตึงที่ขา : อาจรู้สึกตึง เมื่อยล้า หรือปวดบริเวณกล้ามเนื้อขา โคนขา น่อง และข้อเท้า อาการปวดอาจเป็นแบบลึก บางรายอาจชาหรือรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มที่ปลายเท้า
  • ปวดคอ บ่า ไหล่ : เป็นอาการที่พบได้บ่อย อาจรู้สึกตึง ปวด หรือเกร็งบริเวณคอ ไหล่ และบ่า บางรายอาจมีอาการปวดหัวร่วมด้วย รวมถึงอาการยกแขนหรือหมุนคอแล้วรู้สึกเจ็บปวด
  • ปวดศีรษะ : โดยเฉพาะบริเวณขมับ หน้าผาก และท้ายทอย อาการปวดอาจหนักขึ้นเมื่อต้องก้มหน้าหรือจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย
  • ตาพร่า : เป็นผลมาจากการใช้สายตามองหน้าจอติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้เกิดอาการแสบตา ตาแห้ง น้ำตาไหล หรือมองภาพไม่ชัด
  • ปวดข้อมือ : เกิดจากการใช้มือในการพิมพ์งานอย่างต่อเนื่อง อาจรู้สึกตึง เมื่อยล้า บริเวณข้อมือ บางรายมีอาการชาและรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มที่ปลายนิ้ว หยิบจับของลำบาก ข้อมืออาจบวมหรือแดงได้
ผู้ชายปวดหลังส่วนล่างซึ่งเป็นหนึ่งในสัญญาณอาการออฟฟิศซินโดรม

รู้ก่อนสาย ป้องกันอาการออฟฟิศซินโดรม ทำอย่างไรได้บ้าง ?

สำหรับใครที่ไม่อยากเป็นออฟฟิศซินโดรม เรามีวิธีป้องกันมาแนะนำ ดังนี้

1.ปรับท่าทางการนั่งทำงาน

การนั่งทำงานในท่าทางที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานานเป็นสาเหตุหลักของโรคออฟฟิศซินโดรม ดังนั้น การปรับท่านั่งให้สบายและเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ควรเลือกใช้เก้าอี้ที่สามารถปรับระดับให้วางเท้าราบกับพื้นได้ รวมถึงปรับระดับโต๊ะทำงานให้ศอกตั้งฉากกับพื้น วางอุปกรณ์ต่าง ๆ ในตำแหน่งที่สะดวกต่อการใช้งาน และวางหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา นั่งในท่าตัวตรง ไหล่ผ่อนคลาย เอนพนักพิงหลังเก้าอี้ให้หลังตรง

2.พักสายตา

การจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอาจทำให้ดวงตาเกิดความเมื่อยล้าและแห้งกร้าน เราควรหมั่นพักสายตาตามกฎ 20-20-20 คือ การพักสายตาหลังจากนั่งทำงานไป 20 นาที โดยให้พัก 20 วินาที อาจใช้วิธีหลับตาหรือมองโฟกัสในระยะไกล 20 ฟุต จะเป็นการช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อตาได้

3.ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย

การนั่งทำงานนาน ๆ จะทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการตึงเครียด ดังนั้นเราควรลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายบ่อย ๆ ในทุก ๆ 1 ชั่วโมง เพื่อให้กล้ามเนื้อหลัง คอ ไหล่ แขน และขา ไม่ตึงจนเกินไป รวมถึงอาจใช้วิธีฝึกโยคะหรือท่ายืดเหยียดแบบสั้น ๆ ช่วยคลายกล้ามเนื้อ ทั้งยังจะช่วยเสริมให้การไหลเวียนโลหิตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย

4.ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 วัน ครั้งละ 30 นาที ด้วยกิจกรรมที่เหมาะสม เช่น การเดิน ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรือโยคะ จะช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกาย ฝึกความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ เพิ่มการไหลเวียนโลหิต และช่วยผ่อนคลายความเครียด ซึ่งเป็นการป้องกันอาการออฟฟิศซินโดรมได้อย่างดี

5.จัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบ

โต๊ะทำงานที่รกย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน เพราะถูกรบกวนสมาธิและต้องใช้เวลามากในการค้นหาสิ่งของ ดังนั้น จึงควรจัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบ เก็บของให้เป็นที่เป็นทาง วางอุปกรณ์ที่ใช้บ่อยไว้ใกล้ตัว รวมถึงปรับแสงสว่างให้เพียงพอต่อการทำงาน ก็จะช่วยลดความเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้

สำหรับผู้ที่เริ่มมีอาการปวดหลังและกำลังสงสัยว่าถ้าเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมควรรักษาที่ไหนดี ที่ Bonefit Clinic พร้อมให้บริการ เราเป็นคลินิกเฉพาะทางสำหรับรักษาอาการปวดเรื้อรังและออฟฟิศซินโดรม ครบด้วยโปรแกรมฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพ อย่าง Progressive Muscle Relaxation ซึ่งสามารถรักษาอาการ ปวด คอ บ่า ไหล่ เรื้อรัง อ่อนเพลีย ไปจนถึงการฟื้นฟูสภาพร่างกายจากปัญหาอาการปวดตึงกล้ามเนื้อและพังผืดเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากการใช้งานร่างกายที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน นัดหมายแพทย์เพื่อขอรับคำปรึกษาวันนี้ได้ที่ โทร. 092 629 7964, 095 251 5952 หรือ Line ID : @BONEFIT Clinic

เรียบเรียงโดย

นพ. กนกพล ธนกิจรุ่งทวี (หมอนิก)

แพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ อนุสาขาข้อเข่าและข้อสะโพก 

การรักษาด้วยเซลล์บำบัด