Key takeaway:
อาการปวดเข่าเรื้อรัง หรือปวดขาต่อเนื่องเกิน 3-6 เดือน มักมีสาเหตุมาจากข้อเข่าเสื่อม เส้นเอ็นอักเสบ หรือความผิดปกติของโครงสร้างร่างกาย หากปล่อยไว้อาจนำไปสู่ภาวะข้อติดแข็ง ปัจจุบันมีนวัตกรรมการรักษาแบบไม่ผ่าตัดที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) ซึ่งเป็นการใช้ Growth Factor จากเลือดตัวเองเข้าไปซ่อมแซมเนื้อเยื่อและลดการอักเสบในระดับเซลล์ ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเคลื่อนไหวได้คล่องตัวอีกครั้งโดยไม่ต้องพักฟื้นนาน
หลายคนมักปล่อยให้อาการปวดเข่าเรื้อรังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน โดยคิดว่าเป็นเพียงความล้าจากการเดิน หรือการยืนนาน แต่ในความเป็นจริง อาการปวดขาเรื้อรังที่ลามมาถึงข้อเข่า อาจเป็นสัญญาณของความเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อน หรือการอักเสบของเส้นเอ็นที่สะสมจนร่างกายซ่อมแซมตัวเองไม่ทัน หากทิ้งไว้นาน ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่ความรำคาญใจ แต่คือภาวะข้อติดแข็ง กระดูกผิดรูป จนสูญเสียคุณภาพชีวิตในที่สุด
โดยปกติแล้ว อาการปวดจากการบาดเจ็บทั่วไปมักจะหายไปภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่หากมีอาการปวดเข่าเรื้อรังที่กินเวลานานกว่า 3-6 เดือน นั่นหมายความว่าโครงสร้างภายในข้อเข่าอาจมีการเสื่อมสภาพ หรือเกิดการอักเสบที่รุนแรงเกินกว่าร่างกายจะจัดการเองได้ โดยสาเหตุหลักมักมาจากปัจจัยเหล่านี้
นี่คือสาเหตุอันดับหนึ่งของผู้ที่มีอาการปวดเข่าในระยะยาว ซึ่งเกิดจากการที่กระดูกอ่อนผิวข้อเริ่มสึกหรอและบางลง เมื่อไม่มีตัวรองรับ กระดูกสองท่อนจึงเสียดสีกันโดยตรง ทำให้เกิดความเจ็บปวด บวมแดง กระดูกงอกผิดรูป
เกิดจากการใช้งานซ้ำ หรือท่าทางที่ไม่เหมาะสมในชีวิตประจำวัน เช่น นั่งยอง ยกของผิดท่า หรือการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกสูงเป็นเวลานาน ทำให้เส้นเอ็นเกิดรอยฉีกขาดเล็ก ๆ สะสมจนกลายเป็นการอักเสบเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด
ภายในข้อเข่าจะมีถุงน้ำขนาดเล็ก ซึ่งทำหน้าที่ลดแรงเสียดทาน หากเกิดการอักเสบจะทำให้มีอาการปวดตื้อ บวมแดง รู้สึกตึงที่ข้อเข่าชัดเจน โดยเฉพาะเวลาที่ต้องงอเข่า หรือเหยียดเข่าสุด
บ่อยครั้งที่อาการปวดขาเรื้อรังไม่ได้มีต้นตอมาจากเข่าโดยตรง แต่อาจเกิดจากภาวะเท้าแบน หรือขาโก่ง ซึ่งส่งผลให้การกระจายน้ำหนักผิดเพี้ยนไป กล้ามเนื้อขาต้องทำงานหนักเพื่อพยุงข้อเข่า ทำให้เกิดอาการปวดลามตั้งแต่น่องไปจนถึงข้อพับเข่า
ก่อนจะเริ่มทำการรักษา แพทย์จำเป็นต้องทราบถึงระยะของโรคและความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง โดยกระบวนการวินิจฉัยที่แม่นยำประกอบด้วย
สำหรับผู้ที่มีอาการปวดเข่าเรื้อรังและกังวลเรื่องความเสี่ยงจากการผ่าตัด หรือไม่อยากเสียเวลาพักฟื้นนาน ปัจจุบันนวัตกรรมทางการแพทย์ช่วยให้เราสามารถฟื้นฟูข้อเข่าได้โดยไม่ต้องพึ่งพามีดหมอ ซึ่งมีทางเลือกในการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงและเห็นผลชัดเจน ดังนี้
สำหรับผู้ที่สงสัยว่าหากปวดเข่าเรื้อรังจะรักษาอย่างไร โดยไม่ต้องผ่าตัด ? คำตอบคือการรักษาจะเน้นจัดการที่ต้นเหตุของแรงกดทับ ดังนี้
หากการรับประทานยาเริ่มไม่ได้ผล หรือต้องการการดูแลที่ตรงจุดมากขึ้น การฉีดยาเข้าข้อเข่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดอาการปวดเข่าเรื้อรังได้อย่างรวดเร็ว
ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์คำถามที่ว่าปวดเข่าเรื้อรังรักษาอย่างไรไม่ต้องผ่าตัดได้ดีที่สุด เพราะไม่ได้เพียงแค่ช่วยบรรเทาปวด แต่เน้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อจากภายในด้วยการฉีดเกล็ดเลือดรักษาเข่าเสื่อม PRP ซึ่งเป็นการนำสารสกัดเข้มข้นจากเลือดตัวเองมาช่วยกระตุ้นการสมานตัวของเซลล์ที่สึกหรอ

PRP (Platelet-Rich Plasma) คือนวัตกรรมทางการแพทย์ที่นำเลือดของผู้ป่วยมาผ่านกระบวนการปั่นแยกด้วยเครื่องเหวี่ยงสารความเร็วสูง เพื่อดึงเอาเกล็ดเลือดส่วนที่มีความเข้มข้นที่สุดมาฉีดกลับเข้าสู่บริเวณข้อเข่าที่มีการอักเสบหรือสึกหรอ โดยในเกล็ดเลือดเข้มข้นนี้จะมีสารที่เรียกว่า Growth Factors ซึ่งทำหน้าที่เสมือนอาหารเสริมเข้มข้น ที่ช่วยกระตุ้นการสมานและซ่อมแซมเนื้อเยื่อได้เองตามธรรมชาติ โดยมีข้อดีที่น่าสนใจดังนี้
เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าต้องการรักษาด้วยวิธีนี้ คำถามต่อมาคือจะเลือกฉีด PRP เข่าที่ไหนดี ? เพราะคุณภาพของเกล็ดเลือดเข้มข้นที่ได้ ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีและเทคนิคของแพทย์ ซึ่งที่ Bonefit Clinic ให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์การรักษาที่ตอบโจทย์มากที่สุด
หากเริ่มมีสัญญาณอาการปวดขาเรื้อรัง อย่ารอจนก้าวเดินลำบาก รีบปรึกษา Bonefit Clinic เพื่อรับการตรวจประเมินเบื้องต้นและฟื้นฟูข้อเข่าด้วยเกล็ดเลือดเข้มข้นคุณภาพสูง เพื่อให้สามารถกลับมาเดินได้อย่างมั่นใจในทุกก้าว นัดหมายแพทย์และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 092-629-7964 หรือ LINE: @bonefitclinic
ข้อมูลอ้างอิง
A : โดยปกติจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ในเรื่องการลดปวดหลังการฉีดประมาณ 2-4 สัปดาห์ ทั้งนี้จำนวนครั้งในการรักษาขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรคและความเสื่อมสภาพของข้อต่อ ซึ่งแพทย์จะประเมินผลเป็นรายบุคคลเพื่อวางแผนการรักษาที่ต่อเนื่อง
A : หลังฉีดไม่ต้องพักฟื้น สามารถเดินและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่อาจมีอาการตึง หรือหน่วงในข้อ 1-2 วันแรก จึงควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักหรือการยกของหนักในช่วง 48 ชั่วโมงแรกหลังรับบริการ
A : สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นการใช้เลือดของตัวผู้ป่วยเองจึงไม่มีผลข้างเคียงจากสารเคมี หรือสเตียรอยด์ อย่างไรก็ตาม ควรแจ้งประวัติโรคประจำตัวและรายการยาที่ทานอยู่ โดยเฉพาะยาละลายลิ่มเลือด ให้แพทย์ทราบก่อนเริ่มกระบวนการสกัดเลือด
เรียบเรียงโดย
นพ. กนกพล ธนกิจรุ่งทวี (หมอนิก)
แพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ อนุสาขาข้อเข่าและข้อสะโพก
การรักษาด้วยเซลล์บำบัด
HOME
About Us
Services
Blog
Review & Testimonials
BONEFIT THAILAND
Our Products
OA Knee Center
คลินิกรักษาข้อเข่าเสื่อม, รักษาอาการข้อเข่าเสื่อม, เเพทย์รักษาอาการข้อเข่าเสื่อมโดยไม่ต้องผ่าตัด